Slider

บทความ

เมื่อสิทธิบัตร “หมดอายุ” กลายเป็นโอกาส

สิทธิบัตร (Patent) หมายถึง หนังสือสำคัญที่รัฐออกให้เพื่อคุ้มครองการประดิษฐ์ (Invention) หรือ การ
ออกแบบผลิตภัณฑ์ (Product Design) ที่มีลักษณะตามที่กฎหมายกำหนด เป็นสิทธิพิเศษที่ให้ผู้ประดิษฐ์
คิดค้นหรือผู้ออกแบบผลิตภัณฑ์มีสิทธิที่จะผลิต ใช้ จำหน่าย นำเข้าผลิตภัณฑ์แต่เพียงผู้เดียวในช่วง
ระยะเวลาหนึ่งและเมื่อสิ้นสุดระยะเวลาความคุ้มครองตามกฎหมาย หรือ “สิ้นอายุสิทธิบัตร” สิทธิบัตรนั้น
จะกลายเป็นสาธารณสมบัติซึ่งเป็นโอกาสที่บุคคลทั่วไป นักประดิษฐ์นักวิจัย และผู้ประกอบการ สามารถ
นำข้อมูลหรือองค์ความรู้จากสิทธิบัตร ไปพัฒนาต่อยอดและใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ได้ โดยไม่ต้องเสีย
ค่าตอบแทนใดๆ ซึ่งเป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายสิทธิบัตร ที่ต้องการสร้างสมดุลระหว่างผลประโยชน์
สาธารณะและผลประโยชน์ของเอกชน และสนับสนุนให้มีการค้นคว้า ทดลอง ประดิษฐ์ คิดค้น เทคโนโลยี
และนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง


โดยทั่วไปเมื่อสืบค้นข้อมูลสิทธิบัตรจากฐานข้อมูลสิทธิบัตร ไม่ว่าจะเป็นฐานข้อมูลสิทธิบัตรไทย (DIP)
ฐานข้อมูลสิทธิบัตรต่างประเทศ จะปรากฎสถานะทางกฎหมายของสิทธิบัตรนั้นๆ เช่น สิ้นอายุ (expired)
[1] ละทิ้งคำขอ (withdrawn) ในกรณีที่ผู้ขอมิได้แก้ไขหรือชี้แจงตามคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ภายใน
ระยะเวลาที่กำหนด [2] สิทธิบัตรถูกเพิกถอน ในกรณีผู้เป็นเจ้าของสิทธิบัตรหรือผู้ทรงสิทธิบัตร
(Patentee)ไม่ชำระค่าธรรมเนียมรายปีตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด (non-Payment) หรือถูกเพิกถอน
เพราะไม่เป็นไปตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด (reject) [3] หรือ เกิดจากการคืนสิทธิบัตร [4] เป็นต้น
กรณีที่กล่าวมาเป็นกรณีที่ทำให้สิทธิในสิทธิบัตรระงับสิ้นไปหรือไม่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายสิทธิบัตร
นั่นเอง จึงทำให้นักประดิษฐ์ นักวิจัย และผู้ประกอบการ สามารถนำข้อมูลจากสิทธิบัตร เช่น รายละเอียด
การประดิษฐ์ (Invention Description) ข้อถือสิทธิ (Claims) ไปศึกษาวิเคราะห์ เพื่อการพัฒนาต่อยอด
และใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ต่อไปได้ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้เผยแพร่เป็นสาธารณะและถูกรวบรวมไว้ในฐานข้อมูล
สิทธิบัตร


แต่การนำสิทธิบัตรที่หมดอายุไปพัฒนาเพื่อใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์อาจพบว่าเทคโนโลยีที่ปรากฏใน
สิทธิบัตรนั้น ล้าสมัยหรือไม่ตรงกับความต้องการของตลาดในปัจจุบัน เนื่องจาก อายุความคุ้มครองของ
สิทธิบัตรการประดิษฐ์ มีระยะเวลาคุ้มครองถึง 20 ปี ซึ่งไม่คุ้มค่ากับการลงทุนหากนำไปผลิตหรือจำหน่าย
และการนำข้อมูลจากสิทธิบัตรมาใช้ประโยชน์ควรระมัดระวังและควรตรวจสอบ “ภูมิหลังการประดิษฐ์”
อย่างรอบคอบ เนื่องจาก “ภูมิหลังการประดิษฐ์” จะอธิบายถึงการประดิษฐ์หรือเทคโนโลยีที่มีมาก่อนหน้า
นี้ โดยอ้างอิงเอกสารสิทธิบัตรฉบับอื่น ๆ ซึ่งสิทธิบัตรที่ถูกอ้างอิงอาจยังได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย
สิทธิบัตรอยู่ในปัจจุบัน ดังนั้น การนำข้อมูลจากสิทธิบัตรมาใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ ไม่ควรพิจารณาแค่
เพียงสถานะทางกฎหมายเท่านั้น ควรพิจารณารายละเอียดการประดิษฐ์ที่กล่าวถึงเทคโนโลยีหรือการ
ประดิษฐ์ก่อนหน้าด้วย

ข้อถือสิทธิ คืออะไร ?

ข้อถือสิทธิเป็นส่วนสำคัญของคำขอรับสิทธิบัตรที่ผู้ขอมีความจำเป็นจะต้องระบุถึงขอบเขตของสิทธิที่
ประสงค์ที่จะขอรับความคุ้มครอง ซึ่งแสดงสาระสำคัญของการประดิษฐ์และขอบเขตการสงวนสิทธิห้ามมิให้
บุคคลอื่นแสวงหาประโยชน์จากการประดิษฐ์หรือการละเมิดสิทธิบัตรของผู้ทรงสิทธิบัตร/อนุสิทธิบัตร
.ในการระบุข้อถือสิทธิโดยทั่วไป ผู้ขอรับสิทธิบัตร/อนุสิทธิบัตร ไม่ควรจะระบุขอบเขตสาระสำคัญการ
ประดิษฐ์กว้างจนเกินกว่าที่เปิดเผยไว้ในรายละเอียดการประดิษฐ์หรือสิ่งที่ทำการประดิษฐ์ขึ้น ดังนั้น หากผู้
ขอรับสิทธิบัตร/อนุสิทธิบัตรต้องการขอถือสิทธิในสาระสำคัญการประดิษฐ์ดังกล่าว จะต้องได้รับการเปิดเผย
ไว้ในรายละเอียดการประดิษฐ์ที่มีข้อความสมบูรณ์ รัดกุม และชัดแจ้ง ข้อถือสิทธิจะต้องมีการระบุข้อความ
ไว้อย่าง “ชัดแจ้งและรัดกุม ” สามารถสรุปได้ว่า

1. ลักษณะของถ้อยคำที่ใช้
ห้ามใช้ถ้อยคำที่มีความหมาย คลุมเครือ หรือถ้อยคำที่เป็นทางเลือกแบบกว้าง เช่น ระบุว่าส่วนประกอบ
ส่วนหนึ่งของการประดิษฐ์ นั้น “ ทำมาจากโลหะ หรือสิ่งที่คล้ายคลึงกัน ย่อมแสดงความไม่ชัดเจน เพราะสิ่ง
ที่มีคุณสมบัติคล้ายคลึงกับโลหะมีมากมาย ซึ่งก็อาจเป็นปัญหาในตีความถึงสิทธิที่จะเกิดขึ้นได้

2. ลักษณะการบรรยายหรืออธิบายสาระสำคัญการประดิษฐ์ลงในข้อถือสิทธิ
จะต้องระบุสาระสำคัญที่ผู้ขอมีความประสงค์ที่จะขอรับความคุ้มครองโดยชัดแจ้ง รัดกุม และสอดคลองกับ
รายละเอียดการประดิษฐ์ หากสาระสำคัญการประดิษฐ์ในข้อถือสิทธิไม่สอดคล้องกันกับการเปิดเผยไว้ใน
รายละเอียดการประดิษฐ์ อาจเป็นเหตุทำให้ถูกปฏิเสธการขอรับสิทธิบัตร/อนุสิทธิบัตรได้


3. วิธีการของการแยกและจัดลำดับของข้อถือสิทธิ
ความชัดเจน และรัดกุมของข้อถือสิทธิ อาจจะเกิดได้จากวิธีการแยกและการจัดลำดับข้อถือสิทธิ รวมทั้ง
การอ้างอิงข้อถือสิทธิอื่น ๆ สำหรับการพิจารณาแยกข้อถือสิทธิออกเป็นเป็นหลายข้อนั้น ขึ้นอยู่กับ
ลักษณะของการประดิษฐ์ว่ามีการประดิษฐ์นั้นมีลักษณะองค์ประกอบหรือโครงสร้างซับซ้อนหรือไม่เพียงใด
ถ้าเป็นการประดิษฐ์ที่ไม่ซับซ้อนก็ไม่ควรแยกข้อถือสิทธิเป็นหลายข้อ เพราะจะทำให้ขาดความชัดแจ้งและ
รัดกุม ในทางกลับกันถ้าเป็นการประดิษฐ์ที่ซับซ้อนมากหากไม่แยกข้อถือสิทธิออกเป็นหลายข้อ ก็จะทำให้
ขาดความชัดแจ้งและรัดกุมเช่นเดียวกัน

ข้อถือสิทธิที่ระบุถึงลักษณะทางเทคนิคอันเป็นสาระสำคัญของการประดิษฐ์ เรียกว่า “ข้อถือสิทธิหลัก” ส่วน
ข้อถือสิทธิที่อ้างถึงลักษณะทางเทคนิคอันเป็นลักษณะพิเศษหรือรายละเอียดปลีกย่อยอื่น เรียกว่า “ข้อถือ
สิทธิรอง” โดยทั่วไปการประดิษฐ์ที่มีลักษณะไม่ซับซ้อนจนเกินไป มักจะมีข้อถือสิทธิหลักเพียงข้อเดียวและ
อาจมีข้อถือสิทธิรองได้มากกว่าหนึ่งข้อ หากเป็นกรณีของคำขอรับอนุสิทธิบัตรจะต้องระบุข้อถือสิทธิรวมกัน
ได้ไม่เกิน 10 ข้อ

กรณีที่ระบุข้อถือสิทธิหลักเพียงข้อเดียวแล้วยังไม่ครอบคลุมถึงลักษณะทางเทคเนิคของการประดิษฐ์นั้นได้
ทั้งหมด ผู้ขอสามารถระบุข้อถือสิทธิหลักไว้ได้หลายข้อ หากแต่การระบุข้อถือสิทธิหลักดังกล่าวจะต้องระบุ
อยู่ภายความคิดรวบยอดการประดิษฐ์เดียวกันที่ถูกเปิดเผยไว้ในรายละเอียดการประดิษฐ์ของคำขอรับ
สิทธิบัตร/อนุสิทธิบัตรหนึ่งฉบับ สำหรับการอ้างข้อถือสิทธิอาจระบุเป็นกลุ่มชุดข้อถือสิทธิ (Set Claims)ได้
ในการอ้างอิงข้อถือสิทธิรองจะต้องระบุอ้างอิงในลักษณะที่ความหมายเป็นทางเลือกเท่านั้น เช่น
1.กระถางต้นไม้ ที่ซึ่งประกอบด้วย ตัวกระถาง (1) ถูกติดตั้งอยู่บนฐานรอง (2)……..ที่ซึ่งมีลักษณะเฉพาะคือ
เครื่องเขย่า (3)……และท่อระบายน้ำออก(4) …….และส่วนเก็บน้ำ(5)……(บรรยายส่วนคิดค้นพัฒนา
ปรับปรุง/ที่ต้องการขอรับความคุ้มครอง)…………(เป็นข้อถือสิทธิหลัก) และมีข้อถือสิทธิรองคือ
2.กระถางต้นไม้ ตามข้อถือสิทธิข้อที่ 1 ที่ซึ่งประกอบด้วยท่อระบายน้ำออก(4) ที่มีลักษณะพิเศษ…………..
3.กระถางต้นไม้ ตามข้อถือสิทธิข้อที่ 1 และ 2 ข้อใดข้อหนึ่ง ที่ซึ่งประกอบด้วย ส่วนเก็บน้ำ(4) ที่มีลักษณะ
พิเศษ …. การอ้างถึงข้อถือสิทธิรองในข้อถือสิทธิข้อที่ 3 ดังกล่าวข้างต้นถือว่ามีลักษณะเป็นทางเลือก แต่ถ้า
ระบุว่า “3. กระถางต้นไม้ตามข้อถือสิทธิที่ 1 และ 2 ที่ซึ่งประกอบด้วยส่วนเก็บน้ำ (4) ที่มีลักษณะพิเศษ
………………”การอ้างถึงข้อถือสิทธิรองในข้อถือสิทธิข้อที่ 3 ดังกล่าวข้างต้นถือว่ามีลักษณะไม่เป็นทางเลือก

ิทธิบัตรมีประเภทอะไรบ้างและมีความคุ้มครองอย่างไร

ิทธิบัตร (Patent) หนังสือสำคัญที่รัฐออกให้เพื่อคุ้มครองการประดิษฐ์ (Invention) หรือการ
ออกแบบผลิตภัณฑ์ (Product Design) ที่มีลักษณะตามที่กฎหมายกำหนด เป็นสิทธิพิเศษที่ให้ผู้ประดิษฐ์
คิดค้นหรือผู้ออกแบบผลิตภัณฑ์ มีสิทธิที่จะผลิตสินค้า จำหน่ายสินค้าแต่เพียงผู้เดียว ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง
ซี่งจำแนกได้เป็น สิทธิบัตรการประดิษฐ์ อนุสิทธิบัตร สิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์

สิทธิบัตรการประดิษฐ์(Invention Patent) หมายถึง การให้ความคุ้มครองการคิดค้นเกี่ยวกับ
ลักษณะองค์ประกอบ โครงสร้าง หรือกลไกของผลิตภัณฑ์ รวมทั้งกรรมวิธีในการผลิต การเก็บรักษา หรือ
การปรับปรุงคุณภาพของผลิตภัณฑ์

สิทธิบัตรการประดิษฐ์มีอายุ20 ปีนับตั้งแต่วันยื่นขอสิทธิบัตร
อนุสิทธิบัตร (Petty Patent) หมายถึง การให้ความคุ้มครองการประดิษฐ์จากความคิดสร้างสรรค์ ที่มี
ระดับการพัฒนาเทคโนโลยีไม่สูงมาก โดยอาจเป็นการประดิษฐ์คิดค้นขึ้นใหม่ หรือปรับปรุงการประดิษฐ์ที่มี
อยู่ก่อนเพียงเล็กน้อย

อนุสิทธิบัตร มีอายุ6 ปีนับตั้งแต่วันยื่นขอรับอนุสิทธิบัตร ต่ออายุได้อีก 2 ครั้ง ครั้งละ 2 ปี(รวม 10
ปี)

สิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์( Design Patent) หมายถึง การให้ความคุ้มครองความคิดสร้างสรรค์
ที่เกี่ยวกับรูปร่างลักษณะภายนอกของผลิตภัณฑ์ องค์ประกอบของลวดลายหรือสีของผลิตภัณฑ์ ซึ่งสามารถ
ใช้เป็นแบบสำหรับผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมรวมทั้งหัตกรรมได้ และแตกต่างไปจากเดิม
สิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์มีอายุ10 ปีนับตั้งแต่วันที่ยื่นคำขอรับสิทธิบัตรออกแบบ

เอกสารประกอบ การยื่นขอรับสิทธิบัตร

การขอรับสิทธิบัตรผู้ขอต้องจัดเตรียมคำขอตามรายการที่กำหนด โดยยื่นคำขอรับสิทธิบัตรตามแบบพิมพ์
พร้อมเอกสารหลักฐานประกอบคำขอ ดังต่อไปนี้

1. แบบพิมพ์คําขอรับสิทธิบัตร/อนุสิทธิบัตร (แบบสป/สผ/อสป/001-ก)
2. รายละเอียดการประดิษฐ์ต้องระบุชื่อที่แสดงถึงการประดิษฐ์ตามที่ปรากฏในคำขอรับสิทธิบัตร และต้อง

(1) อธิบายลักษณะและความมุ่งหมายของการประดิษฐ์
(2) ระบุสาขาวิทยาการที่เกี่ยวข้องกับการประดิษฐ์
(3) ชี้แจงภูมิหลังของศิลปะหรือวิทยาการที่เกี่ยวข้อง อันจะทำให้เข้าใจการประดิษฐ์นั้นดีขึ้น และเป็น
ประโยชน์ในการตรวจสอบ ทั้งนี้ให้ระบุเอกสารที่เกี่ยวข้องด้วย (ถ้ามี)
(4) เปิดเผยการประดิษฐ์โดยสมบูรณ์ รัดกุม และชัดแจ้ง อันจะทำให้ผู้มีความชำนาญในระดับสามัญใน
ศิลปะหรือวิทยาการที่เกี่ยวข้องกับการประดิษฐ์สามารถทำและปฏิบัติตามการประดิษฐ์นั้นได้
(5) อธิบายรูปเขียนแต่ละรูปโดยย่อ (ถ้ามี)
(6) ระบุวิธีการในการประดิษฐ์ที่ดีที่สุดที่ผู้ประดิษฐ์ทราบ ทั้งนี้ให้ยกตัวอย่างและอ้างถึงภูมิหลังของศิลปะ
หรือวิทยาการที่เกี่ยวข้อง หรือรูปเขียนด้วย ถ้าจำเป็น
(7) แสดงให้เห็นว่าการประดิษฐ์นั้นสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการผลิตทางอุตสาหกรรม หัตถกรรม
เกษตรกรรม หรือพาณิชยกรรมได้ หากไม่สามารถเข้าใจได้จากลักษณะของการประดิษฐ์

2.3 ข้อถือสิทธิต้องระบุลักษณะของการประดิษฐ์ที่ผู้ขอรับสิทธิบัตรประสงค์จะขอความคุ้มครองโดยชัด
แจ้ง รัดกุม และสอดคล้องกับรายละเอียดการประดิษฐ์

2.4 รูปเขียน (ถ้ามี) รูปเขียนต้องแสดงให้ชัดแจ้ง สอดคล้องกับรายละเอียดการประดิษฐ์และเป็นไปตาม
หลักวิชาการเขียนแบบเพื่อประโยชน์แห่งข้อนี้รูปเขียนให้หมายความรวมถึงแผนภูมิและแผนผังด้วย

2.5 บทสรุปการประดิษฐ์ต้องสรุปสาระสำคัญของการประดิษฐ์ที่ได้เปิดเผยหรือแสดงไว้ในรายละเอียดการ
ประดิษฐ์ ข้อถือสิทธิ และรูปเขียน (ถ้ามี) โดยต้องระบุลักษณะทางเทคนิคที่เกี่ยวข้องกับการประดิษฐ์โดยย่อ
แต่ต้องเป็นไปในลักษณะที่จะทำให้เข้าใจได้ดีขึ้นถึงปัญหาทางเทคนิค ตลอดจนการแก้ปัญหาโดยการ
ประดิษฐ์และการใช้การประดิษฐ์นั้น

2.6 เอกสารประกอบคำขอตามที่ระบุในข้อ 14 ของแบบแบบพิมพ์คําขอรับสิทธิบัตร/อนุสิทธิบัตร สป/
อสป/สผ/001-ก เช่น เอกสารแสดงสิทธิในการขอรับสิทธิบัตร/อนุสิทธิบัตร หนังสือรับรองการแสดงการ
ประดิษฐ์/ออกแบบผลิตภัณฑ์หนังสือมอบอำนาจ เอกสารรายละเอียดเกี่ยวกับจุลชีพ เอกสารการนับวันยื่น
คำขอในต่างประเทศเป็นวันยื่นคำขอในประเทศไทย เอกสารขอเปลี่ยนแปลงประเภทของสิทธิ เป็นต้น
ผู้ขอสามารถขอรับแบบพิมพ์คำขอหรือคำรับรองเกี่ยวกับสิทธิขอรับสิทธิบัตร รวมทั้งแบบพิมพ์อื่นๆ ที่
เกี่ยวข้องได้ที่

กรมทรัพย์สินทางปัญญาหรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัด โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ และสามารถถ่ายสำเนา
เอกสารหรือดาวน์โหลดแบบฟอร์มต่าง ๆได้ที่เว็บไซต์กรมทรัพย์สินทางปัญญา www.ipthailand.go.th
ท่านสามารถยื่นคำขอรับสิทธิบัตรต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ หรือส่งโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนถึงพนักงาน
เจ้าหน้าที่ ณ กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ หรือ สำนักงานพาณิชย์จังหวัด หรือ จดทะเบียน
สิทธิบัตรและอนุสิทธิบัตรทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-Filing Patent) โดยเข้าไปที่ เว็บไซต์
www.ipthailand.go.th “บริการออนไลน์” ระบบจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาทาง
อิเล็กทรอนิกส์

เลขที่คำขอบอกอะไรได้บ้าง

คำขอรับสิทธิบัตร 1 คำขอ จะปรากฏเลขที่คำขอเป็นตัวเลขจำนวน 10 หลัก ตัวอย่างเช่น 9901001234
และตัวเลขแต่ละหลักสามารถบอกรายละเอียดของสิทธิบัตรได้ดังนี้

ตัวเลขสองหลักแรก สามารถบอกได้ถึง ปีค.ศ. ที่ยื่นคำขอ 10XXXXXXXX หมายถึง สิทธิบัตรหรืออนุ
สิทธิบัตรที่ยื่นคำขอในปี ค.ศ. 2010

ตัวเลขหลักที่สามและสี่ สามารถบอกได้ถึง ประเภทของสิทธิบัตรหรืออนุสิทธิบัตร
01 คือ สิทธิบัตรการประดิษฐ์ (XX01XXXXXX)
02 คือ สิทธิบัตรการออกแบบ (XX02XXXXXX)
03 คือ อนุสิทธิบัตร (XX03XXXXXX)
.
ตัวเลขหกหลักสุดท้าย คือ ลำดับของเลขที่คำขอ

หลังจากที่ยื่นคำขอรับสิทธิบัตรหรืออนุสิทธิบัตรแล้วผู้ขอรับสิทธิบัตรสามารถติดตามสถานะของคำขอรับ
สิทธิบัตร โดยแจ้งเลขที่คำขอกับเจ้าหน้าที่กรมทรัพย์สินทางปัญญา (โทร.1368) หรือสืบค้นด้วยตนเอง จาก
ฐานข้อมูลสิทธิบัตร กรมทรัพย์สินทางปัญญา

http://patentsearch.ipthailand.go.th/DIP2013/simplesearch.php หรือในกรณีที่ทราบเลขที่คำขอ
ของการประดิษฐ์ที่น่าสนใจ ก็สามารถสืบค้นได้โดยใช้เลขที่คำขอด้วยเช่นกัน

เครื่องหมายการค้า (Trademark) คือ ?

เครื่องหมายการค้า คือ เครื่องหมายที่ใช้กำกับสินค้า เพื่อแสดงว่าสินค้าที่ใช้เครื่องหมายนั้นเป็นของผู้ใด
แตกต่างกับสินค้าของผู้อื่น โดยที่เครื่องหมายการค้าอาจจะเป็น ภาพถ่าย ภาพวาด ภาพประดิษฐ์ตรา ชื่อ
คำ ข้อความ ตัวหนังสือ ตัวเลข ลายมือชื่อ กลุ่มของสีรูปร่างหรือรูปทรงของวัตถุ เสียง หรือสิ่งเหล่านี้อย่าง
หนึ่ง หรือหลายอย่างรวมกันก็ได้

ประโยชน์ของเครื่องหมายการค้า
เครื่องหมายการค้ามีความสำคัญต่อธุรกิจเป็นอย่างมาก สามารถช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับชื่อเสียงทางการค้าได้
และช่วยให้ผู้บริโภคจดจำเครื่องหมายการค้าเพื่อเลือกซื้อสินค้าที่มีคุณภาพตรงตามต้องการได้อย่างมั่นใจ
.
ประเภทของเครื่องหมายการค้า
เครื่องหมายการค้าแบ่งออกได้เป็น 4 ประเภท ได้แก่

1 เครื่องหมายการค้า (TRADEMARKS) เป็นเครื่องหมายที่ใช้กำกับสินค้า เพื่อให้ผู้ซื้อสินค้าหรือคนทั่วไป
แยกแยะได้ว่า สินค้านั้นแตกต่างกับสินค้าของผู้อื่น เช่นสินค้าน้ำอัดลม โค้ก แตกต่างกับเป็ปซี่ เป็นต้น

2 เครื่องหมายบริการ (SERVICE MARKS) เป็นเครื่องหมายที่ใช้กับธุรกิจบริการ เพื่อแยกแยะว่าธุรกิจบริการ
นั้นแตกต่างจากธุรกิจบริการที่ใช้เครื่องหมายบริการของผู้อื่น เช่น เครื่องหมายบริการรูปดอกจำปีของสาย
การบินไทย แตกต่างกับสายการบินอื่นๆ เป็นต้น

3 เครื่องหมายรับรอง (CERTIFCATION MARKS) เป็นเครื่องหมายที่เจ้าของเครื่องหมายใช้รับรองคุณภาพ
หรือบริการของผู้อื่น ว่าคุณภาพหรือลักษณะของสินค้าหรือบริการนั้นมีคุณภาพเป็นอย่างไร เช่น
เครื่องหมายรับรองรูปชามเชลล์ชวนชิม เครื่องหมายรับรองเปิปพิสดาร เครื่องหมายรับรองฮาลาล
เครื่องหมายรับรอง อย.เป็นต้น

4 เครื่องหมายร่วม (COLLECTIVE MARKS) เป็นเครื่องหมายการค้าหรือบริการที่ใช้โดยบริษัท หรือ
รัฐวิสาหกิจในกลุ่มหรือองค์กรเดียวกัน เช่น รูปช้างในรูปตะกร้อของเครือปูนซีเมนต์ไทย หรือ รูปเปลวไฟ
ของกลุ่มบริษัทในเครือปตท.

การคุ้มครองเครื่องหมายการค้า
สำหรับประเทศไทยมีหลักการว่าเครื่องหมายการค้าที่จะได้รับความคุ้มครองจะต้องได้รับการจดทะเบียน
ตามที่กฎหมายกำหนดไว้ มีอายุความคุ้มครอง 10 ปี นับตั้งแต่วันที่ยื่นคำขอจดทะเบียน และสามารถขอต่อ
อายุความคุ้มครองออกไปได้
ทุก ๆ 10 ปี โดยไม่สิ้นสุดตลอดไป

ความแตกต่างของสิทธิบัตรและอนุสิทธิบัตร

ิทธิบัตรการประดิษฐ์ (Invention Patent) หมายถึง การให้ความคุ้มครองการคิดค้นเกี่ยวกับลักษณะ
องค์ประกอบ โครงสร้าง หรือกลไกของผลิตภัณฑ์ รวมทั้งกรรมวิธีในการผลิต การเก็บรักษา หรือการ
ปรับปรุงคุณภาพของผลิตภัณฑ์
สิทธิบัตรการประดิษฐ์มีอายุ20 ปีนับตั้งแต่วันยื่นขอรับสิทธิบัตร
ค่าธรรมเนียม

– การยื่นขอรับสิทธิบัตร 500 บาท
– การประกาศโฆษณาคำขอรับสิทธิบัตร 250 บาท
– คำขอให้ตรวจสอบการประดิษฐ์(กรณีการประดิษฐ์) 250 บาท
– รับจดทะเบียนและออกสิทธิบัตร 500 บาท
– ค่าธรรมเนียมรายปี ปีที่ 5 – 20 เหมาจ่าย 140,000 บาท

เงื่อนไขในการขอรับสิทธิ
1.ประดิษฐ์ขึ้นใหม่ สิ่งประดิษฐ์นี้ต้องเป็นสิ่งใหม่ทั่วโลก ผู้ยื่นจดต้องตรวจสอบว่ามีความเหมือนคล้ายกับงาน
ประดิษฐ์อื่นหรือไม่ ผ่านแหล่งข้อมูลต่าง ๆ ทั้งจากฐานข้อมูลสิทธิบัตรในประเทศและต่างประเทศ วารสาร
นิตยสาร ข่าว หรือแหล่งข้อมูลอื่น ๆ ที่มีการเผยแพร่สิ่งประดิษฐ์ที่ใกล้เคียง
2.มีขั้นการประดิษฐ์ที่สูงขึ้น สิ่งประดิษฐ์นั้นต้องมีลักษณะที่ไม่เป็นที่เข้าใจต่อผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญคนอื่น
ๆ ในประเภทเดียวกันได้โดยง่าย
3.สามารถประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมได้ ต้องมีคุณค่าต่ออุตสาหกรรมด้านใดด้านหนึ่งในประเทศไทย

อนุสิทธิบัตร (Petty Patent) หมายถึง การให้ความคุ้มครองการประดิษฐ์จากความคิดสร้างสรรค์ ที่มีระดับ
การพัฒนาเทคโนโลยีไม่สูงมาก โดยอาจเป็นการประดิษฐ์คิดค้นขึ้นใหม่ หรือปรับปรุงการประดิษฐ์ที่มีอยู่
ก่อนเพียงเล็กน้อยและมีประโยชน์ใช้สอยมากขึ้น

อนุสิทธิบัตร มีอายุ6 ปีนับตั้งแต่วันยื่นขอรับอนุสิทธิบัตร ต่ออายุได้อีก 2 ครั้ง ครั้งละ 2 ปี(รวม 10 ปี)
ค่าธรรมเนียม

– การยื่นขอรับอนุสิทธิบัตร 250 บาท
– รับจดทะเบียนและประกาศโฆษณาอนุสิทธิบัตร 500 บาท
– ค่าธรรมเนียมรายปี ปีที่ 5 – 6 เหมาจ่าย 2,000 บาท
– ต่ออายุครั้งที่ 1 = 6,000 บาท
– ต่ออายุครั้งที่ 2 = 9,000 บาท

เงื่อนไขในการขอรับสิทธิ
1.ประดิษฐ์ขึ้นใหม่ สิ่งประดิษฐ์นี้ต้องเป็นสิ่งใหม่ทั่วโลก ผู้ยื่นจดต้องตรวจสอบว่ามีความเหมือนคล้ายกับงาน
ประดิษฐ์อื่นหรือไม่ ผ่านแหล่งข้อมูลต่าง ๆ ทั้งจากฐานข้อมูลสิทธิบัตรในประเทศและต่างประเทศ วารสาร
นิตยสาร ข่าว หรือแหล่งข้อมูลอื่น ๆ ที่มีการเผยแพร่สิ่งประดิษฐ์ที่ใกล้เคียง

2.สามารถประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมได้ ต้องมีคุณค่าต่ออุตสาหกรรมด้านใดด้านหนึ่งในประเทศไทย

การสืบค้นสิทธิบัตรด้วยสัญลักษณ์จำแนกการประดิษฐ์ระหว่างประเทศ

การสืบค้นสิทธิบัตรด้วยสัญลักษณ์จำแนกการประดิษฐ์ระหว่างประเทศ (International Patent
Classification : IPC)

การจำแนกประเภทการประดิษฐ์ระหว่างประเทศ (Classify) กำหนดขึ้นโดยองค์การทรัพย์สินทางปัญญา
โลก (WIPO) เกิดขึ้นจากความตกลง Strasbourg Agreement จัดให้มีระบบการจัดจำแนกสิทธิบัตร
ระหว่างประเทศ เพื่อช่วยในเรื่องการจัดเอกสารสิทธิบัตรของประเทศต่างๆ และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพใน
การสืบค้นสิทธิบัตร

การใช้สัญลักษณ์IPC สืบค้นสิทธิบัตร เป็นการค้นหาข้อมูลสิทธิบัตรหรือการประดิษฐ์ตามกลุ่มเทคโนโลยีที่
ต้องการ ทำให้ผลลัพธ์ที่ได้มีประสิทธิภาพและช่วยแก้ปัญหาการสืบค้นที่ไม่ครอบคลุมจากการสืบค้นโดยใช้
คำสำคัญ (keywords)

การจำแนกประเภทการประดิษฐ์ระหว่างประเทศ (IPC) แบ่งออกเป็นลำดับย่อย โดยใช้ตัวเลขและตัวอักษร
ในการจัดลำดับเรียกว่า Hierarchical Classification System ประกอบด้วย
section (หมวด)
class (ประเภท)
subclass (ประเภทย่อย)
group(หมู่) แบ่งเป็น main group และ subgroup (หมู่ย่อย)
เช่นหมวด A63H3/00 ,A63H3/40

A…………..……………..Section
A63……….….…………..Class
A63H….………………….Subclass
A63H 3/00………… …….Main group
A63H 3/40……………….. Subgroup
IPC แบ่งออกเป็น 8 หมวด (Sections)
ได้แก่ หมวด A-H ดังนี้

A: Human necessities (สิ่งจำเป็นสำหรับมนุษย์ เครื่องอุปโภคบริโภค)
B: Performing operations; Transporting (การดำเนินการขนส่ง)
C: Chemistry; Metallurgy ( เคมี; โลหะ)
D: Textiles; Paper (สิ่งทอและกระดาษ)
E: Fixed Constructions (สิ่งก่อสร้าง)
F: Mechanical Engineering; Lighting; Heating; Weapons; Blasting (วิศวกรรมเครื่องกล แสงสว่าง
ความร้อน อาวุธระเบิด)
G: Physics (ฟิสิกส์)
H: Electricity (ไฟฟ้า)

ทั้งนี้ การค้นหาการจำแนกประเภทการประดิษฐ์นั้น สามารถตรวจสอบและค้นหาเพิ่มเติมได้ที่
http://www.wipo.int/classifications/ipc/en

จะขอรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์ ต้องทำอย่างไร ?


1.สืบค้นข้อมูลสิทธิบัตร
การสืบค้นสิทธิบัตร จะช่วยให้นักประดิษฐ์ นักวิจัย หรือผู้ยื่นขอรับสิทธิบัตรวางแผนการบริหารจัดการ
ด้านทรัพย์สินทางปัญญาได้ กล่าวคือ ข้อมูลที่สืบค้นได้จากฐานข้อมูลสิทธิบัตรจะแสดงรายละเอียดการ
ประดิษฐ์หรือแสดงการประดิษฐ์ที่ได้รับสิทธิบัตรแล้ว ทำให้ผู้ขอรับสิทธิบัตรสามารถตรวจสอบความใหม่เพื่อ
ประเมินความเป็นไปได้ของการได้รับสิทธิบัตร และหลีกเลี่ยงการละเมิดสิทธิบัตรผู้อื่นก่อนกระบวนการยื่น
ขอรับสิทธิบัตร ซึ่งศูนย์ให้คำปรึกษาด้านทรัพย์สินทางปัญญา
IP IDE Center บริการฐานข้อมูลสิทธิบัตร ทั้งฐานไทยและฐานต่างประเทศ เพื่อให้นักประดิษฐ์นักวิจัยหรือ
ผู้ที่สนใจทั่วไปเข้ามาใช้บริการฐานข้อมูลสิทธิบัตร พร้อมให้คำปรึกษาด้านทรัพย์สินทางปัญญาและแนะนำ
วิธีการสืบค้นข้อมูลสิทธิบัตรโดยเจ้าหน้าที่วิเคราะห์ข้อมูลสิทธิบัตรประจำศูนย์ฯ.

2. จัดเตรียมคำขอรับสิทธิบัตรและยื่นคำขอรับสิทธิบัตรเพื่อตรวจสอบการประดิษฐ์เบื้องต้น
การยื่นคำขอรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์ จะต้องยื่นคำขอพร้อมทั้งชำระค่าธรรมเนียมเป็นเงิน 500 บาท ผู้
ขอรับสิทธิบัตรจัดเตรียมเอกสาร ดังนี้
(1) แบบพิมพ์คำขอรับสิทธิบัตรแบบ สป/สผ/อสป/001-ก
(2) รายละเอียดการประดิษฐ์ ที่มีหัวข้อครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนด
(3) ข้อถือสิทธิ
(4) บทสรุปการประดิษฐ์
(5) รูปเขียน ( ถ้ามี )
(6) เอกสารอื่นๆ ( ถ้ามี ) เช่น หนังสือโอนสิทธิ สัญญาการว่าจ้าง หนังสือมอบอำนาจ หนังสือรับรองนิติ
บุคคล เป็นต้น
(รายการที่ (1)-(6) ผู้ขอจะต้องจัดเตรียมขึ้นเองในกระดาษ ขนาดA4)
ท่านสามารถดาวน์โหลดแบบฟอร์ม http://www.ipthailand.go.th/th/patent-007.html
สามารถยื่นคำขอ 1) ยื่นที่กรมทรัพย์สินทางปัญญา 2) ยื่นทางไปรษณีย์ 3) ยื่นผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ efilling (คู่มือการใช้งาน e-filling https://sso.ipthailand.go.th/user-manual ) 4) ยื่นผ่านไปรษณีย์
ไทย

3. ชำระค่าธรรมเนียมการประกาศโฆษณา
เมื่อยื่นคำขอรับสิทธิบัตรแล้ว ผู้ตรวจสอบจะตรวจสอบความถูกต้องและความชัดเจนของเนื้อหาสาระ
ของการประดิษฐ์และเอกสารคำขอ พร้อมทั้งพิจารณาเงื่อนไขการขอรับสิทธิบัตร ตามพรบ.สิทธิบัตรมาตรา
9 และสิทธิในการขอรับสิทธิบัตร หากผู้ตรวจสอบพิจารณาแล้วให้ดำเนินการแก้ไข จะแจ้งให้ผู้ขอหรือ
ตัวแทนของผู้ขอรับสิทธิบัตรทราบ เพื่อดำเนินการแก้ไขให้ถูกต้อง ทั้งนี้ จะต้องดำเนินการภายใน 90 วัน
นับจากวันที่ได้รับแจ้ง หากดำเนินการไม่ทันกำหนดเวลา สามารถขอผ่อนผันได้หากพ้นระยะเวลาจะถือว่าผู้
ขอละทิ้งคำขอ (ผู้ขอจะต้องใช้แบบ สป/สผ/อสป/003-ก ในการยื่นขอแก้ไขเพิ่มเติม พร้อมทั้งต้องชำระ
ค่าธรรมเนียม 50 บาท)
ในกรณีคำขอรับสิทธิบัตรถูกต้องหรือได้แก้ไขถูกต้องตามที่ผู้ตรวจสอบแจ้งแล้ว ผู้ตรวจสอบจะแจ้งให้ผู้
ขอชำระค่าธรรมเนียมการประกาศโฆษณาจำนวน 250 บาท โดยเจ้าหน้าที่จะแจ้งสองครั้ง ครั้งละ 60 วัน
นับจากวันที่ได้รับแจ้ง หากพ้นระยะเวลาจะถือว่าผู้ขอละทิ้งคำขอ และให้จัดส่งคำขอรับสิทธิบัตรชุดล่าสุด
อีกหนึ่งชุดพร้อมทั้งส่งคำแปลข้อถือสิทธิ บทสรุปการประดิษฐ์เป็นภาษาอังกฤษ
ภายหลังจากการประกาศโฆษณาเพื่อเปิดโอกาสให้มีการคัดค้านในกรณีที่ผู้อื่น/ผู้มีส่วนได้เสีย หรือ
บุคคลใด เห็นว่าตนมีสิทธิขอรับสิทธิบัตรดีกว่าผู้ขอหรือเห็นว่าผู้ขอรับสิทธิบัตรไม่มีสิทธิขอรับสิทธิบัตร
เนื่องจากไม่ชอบด้วยกฎหมาย สามารถยื่นคำคัดค้านต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ภายใน 90 วัน นับแต่วันประกาศ
โฆษณา
เมื่อประกาศโฆษณาแล้ว ผู้ขอต้องยื่นขอให้ตรวจสอบการประดิษฐ์ พร้อมทั้งชำระค่าธรรมเนียมเป็นเงิน
250 บาท โดยใช้แบบ สป/อสป/005-ก ภายใน 5 ปี นับตั้งแต่วันประกาศโฆษณา หากพ้นระยะเวลาจะถือ
ว่าผู้ขอละทิ้งคำขอ

4. ยื่นคำขอให้ตรวจสอบการประดิษฐ์
ภายหลังจากการขอให้ตรวจสอบแล้ว ผู้ตรวจสอบจะดำเนินการสืบค้นเอกสารสิทธิบัตรว่า มี
สิ่งประดิษฐ์เดียวกันหรือคล้ายกันปรากฎอยู่แล้วหรือไม่ ซึ่งผู้ตรวจสอบจะทำการสืบค้นเอกสารที่เกี่ยวข้อง
โดยตรงกับการประดิษฐ์นั้นในฐานข้อมูลสิทธิบัตรทั่วโลก ถ้าคำขอถูกต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่กฎหมาย
กำหนด ผู้ตรวจสอบจะดำเนินการทำรายงานการตรวจสอบเสนอต่ออธิบดี เห็นควรรับจดทะเบียนและออก
สิทธิบัตร โดยจะแจ้งให้ผู้ขอมาชำระค่าธรรมเนียมการรับจดทะเบียนเป็นเงิน 500 บาท และออกสิทธิบัตร
ให้ผู้ขอต่อไป แต่ในกรณีผู้ตรวจสอบพิจารณาแล้วเห็นว่ายกคำขอ หากผู้ขอรับสิทธิบัตรไม่เห็นด้วยกับการยก
คำขอรับสิทธิบัตร ผู้ขอสามารถยื่นอุทรณ์ต่อคณะกรรมการสิทธิบัตรภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ได้รับคำสั่ง

5. ชำระค่าธรรมเนียมการออกสิทธิบัตร
ผู้ขอรับสิทธิบัตรต้องชำระค่าธรรมเนียมในการรับจดทะเบียนภายใน 60 วัน นับแต่วันรับหนังสือ

เทคนิคการสืบค้นสิทธิบัตร โดยใช้คำสำคัญ (Keyword)

ลักษณะข้อความที่ปรากฎในสิทธิบัตร ไม่ใช่ข้อความที่ใช้โดยทั่วไป กล่าวคือ การบรรยายการประดิษฐ์
ในสิทธิบัตรเป็นการบรรยายถึงลักษณะของสิ่งประดิษฐ์มากกว่าที่จะใช้คำสามัญทั่วไป เช่น หากต้องการ
สืบค้น “เก้าอี้” โดยใช้คำว่า “เก้าอี้” สืบค้น อาจไม่พบงานประดิษฐ์ที่เกี่ยวข้องกับเก้าอี้ทั้งหมด เพราะการ
เลือกใช้ “คำศัพท์” ในการสืบค้นไม่ครอบคลุมการประดิษฐ์ทั้งหมดจึงทำให้ผลลัพธ์ที่ได้จากการสืบค้นไม่
ครบถ้วน


การบรรยายลักษณะการประดิษฐ์ในสิทธิบัตรจะเลือกใช้คำที่บ่งบอกถึงลักษณะการประดิษฐ์เช่น
“อุปกรณ์สำหรับนั่ง” หรือ “แผ่นรองรับ” / “ปากกา” หรือ “อุปกรณ์สำหรับเขียน” เนื่องจาก ผู้ขอรับ
สิทธิบัตรหรือผู้ที่ยื่นจดสิทธิบัตรต้องการเพิ่มขอบเขตการคุ้มครองและหลีกเลี่ยงการสืบค้นได้โดยง่าย
ดังนั้น ผู้สืบค้นจำเป็นต้องมีความรู้ความเข้าใจในโครงสร้าง กลไก ลักษณะทางเทคนิค ผลทางเทคนิค
การนำไปใช้งาน ของงานประดิษฐ์นั้น ๆ ก่อนสืบค้น เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ครบถ้วนและสามารถนำข้อมูลเหล่านี้
ไปประยุกต์ใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ประโยชน์ของการสืบค้นสิทธิบัตร

ทำไมจึงต้องสืบค้นสิทธิบัตรและสืบค้นจากที่ใด ?
สิทธิบัตร (Patent) หมายถึง หนังสือสำคัญที่รัฐออกให้เพื่อคุ้มครองการประดิษฐ์ (Invention) หรือ
การออกแบบผลิตภัณฑ์ (Product Design) ที่มีลักษณะตามที่กฎหมายกำหนด เป็นสิทธิพิเศษที่ให้ผู้
ประดิษฐ์คิดค้นหรือผู้ออกแบบผลิตภัณฑ์มีสิทธิที่จะผลิต ใช้ จำหน่าย นำเข้าผลิตภัณฑ์แต่เพียงผู้เดียวในช่วง
ระยะเวลาหนึ่ง

สิทธิบัตรจะแสดงข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวกับการประดิษฐ์ เช่น ชื่อการประดิษฐ์ (Invention Title) ผู้
ประดิษฐ์ (Inventors) ประเทศที่ยื่นคำขอ (Application Country) รายละเอียดการประดิษฐ์ (Invention
Description) ข้อถือสิทธิ (Claims) ซึ่งข้อมูลเหล่านี้เผยแพร่เป็นสาธารณะและถูกรวบรวมไว้ในฐานข้อมูล
สิทธิบัตร เช่น ฐานข้อมูลสิทธิบัตรไทย (DIP) ฐานข้อมูลสิทธิบัตรอเมริกา (USPTO) ฐานข้อมูลสิทธิบัตร
ญี่ปุ่น (JPO) เป็นต้น

การสืบค้นสิทธิบัตร จะช่วยให้นักประดิษฐ์นักวิจัย หรือผู้ยื่นขอรับสิทธิบัตรวางแผนการบริหารจัดการ
ด้านทรัพย์สินทางปัญญาได้กล่าวคือ ข้อมูลที่สืบค้นได้จากฐานข้อมูลสิทธิบัตรจะแสดงรายละเอียดการ
ประดิษฐ์หรือแสดงการประดิษฐ์ที่ได้รับสิทธิบัตรแล้ว ทำให้ผู้ขอรับสิทธิบัตรตรวจสอบความใหม่เพื่อประเมิน
ความเป็นไปได้ของการได้รับสิทธิบัตร และหลีกเลี่ยงการละเมิดสิทธิบัตรผู้อื่นก่อนกระบวนการยื่นขอรับ
สิทธิบัตร นอกจากนี้ ข้อมูลสิทธิบัตรยังสามารถนำไปวิเคราะห์แนวโน้มเทคโนโลยีและธุรกิจได้อีกด้วย
ปัจจุบันมีโปรแกรมที่ใช้ในการสืบค้นข้อมูลสิทธิบัตร เช่น Patsnap, Clarivate Analytics, Qustel
เป็นต้น ซึ่งโปรแกรมเหล่านี้จะรวบรวมฐานข้อมูลสิทธิบัตรทั่วโลกไว้ เพื่อให้ผู้ใช้สามารถสืบค้นและวิเคราะห์
ข้อมูลสิทธิบัตรได้จากฐานข้อมูลเดียว จึงทำให้การสืบค้นหรือการเข้าถึงข้อมูลสิทธิบัตรมีประสิทธิภาพมาก
ยิ่งขึ้น อีกทั้ง โปรแกรมสืบค้นสิทธิบัตรมีการใช้งานหรือฟังก์ชั่นที่จะช่วยให้นักประดิษฐ์ นักวิจัย
ผู้ประกอบการ วิเคราะห์ข้อมูลได้หลายแง่มุมทั้งในด้านเทคโนโลยีและด้านธุรกิจ เช่น วิเคราะห์แนวโน้ม
เทคโนโลยีจากข้อมูลการยื่นจดทะเบียน (Application trend) วิเคราะห์กลุ่มเทคโนโลยีจากจำนวนการยื่น
ขอรับสิทธิบัตร (Technology cluster) วิเคราะห์ประเทศที่เป็นตลาดจากประเทศที่ยื่นคำขอ (Market
location)

สืบค้นสิทธิบัตรได้ที่
IP IDE Center มีบริการระบบสืบค้นข้อมูลสิทธิบัตรออนไลน์ (Search Patent System) ซึ่งเป็นฐานข้อมูล
สิทธิบัตร กรมทรัพย์สินทางปัญญา หรือสามารถเข้าไปได้ที่
http://patentsearch.ipthailand.go.th/DIP2013/simplesearch.php

การประดิษฐ์ที่ไม่สามารถขอรับความคุ้มครองได้

พระราชบัญญัติสิทธิบัตร มาตรา 9 กำหนดให้การประดิษฐ์ดังต่อไปนี้ไม่ได้รับความคุ้มครอง
(1) จุลชีพและส่วนประกอบส่วนใดส่วนหนึ่งของจุลชีพที่มีอยู่ตามธรรมชาติ สัตว์ พืช หรือสารสกัดจากสัตว์
หรือพืช
(2) กฎเกณฑ์และทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์
(3) ระบบข้อมูลสำหรับการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์
(4) วิธีการวินิจฉัย บำบัด หรือรักษาโรคมนุษย์ หรือสัตว์
(5) การประดิษฐ์ที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดี อนามัย หรือสวัสดิภาพของประชาชน
……………………………………………………………..
มาตรา 9 (1) จุลชีพและส่วนประกอบส่วนใดส่วนหนึ่งของจุลชีพที่มีอยู่ตามธรรมชาติสัตว์พืช หรือสารสกัด
จากสัตว์หรือพืช ทั้งนี้ให้เหตุผลว่า สิ่งต่างๆเหล่านี้เป็นสิ่งมีชีวิตอันมีอยู่แล้วตามธรรมชาติจึงไม่ถือว่าเกิด
จากการสร้างสรรค์ของมนุษย์


ก. คำขอรับสิทธิบัตรที่ได้ขอรับความคุ้มครองในสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวหรือหลายเซลล์ที่ไม่เป็นพืชชั้นสูงหรือ
สัตว์ชั้นสูงในอาณาจักรพืชและสัตว์(Plant and Animal Kingdom) และรวมถึงแบคทีเรีย, รา (fungi), เห็ด
, ราที่รวมถึงยีสต์ สาหร่ายและโปรโตซัว(protozoa), เซลล์ยูแคริโอต (eukaryotic cell), เซลล์โปรคาริโอต
(prokaryotic cell),สายพันธุ์เซลล์ (cell line), ไวรัส (virus), ไวรอยด์ (viroid), ไมโครพลาสมา
(mycoplasma),เซลล์สัตว์ (animal tissue culture), ไลเคน (lichen), ฝาจ (phage), ซิมไบออน
(symbiont), แอ็คติโนมัยซีต (actinomycete) ทั้งที่เกิดขึ้นเองและมีอยู่ตามธรรมชาติ หรือที่มนุษย์สร้างขึ้น
ให้มีคุณลักษณะและ/หรือคุณสมบัติเหมือนหรือเหมือนในนัยสำคัญกับสิ่งดังกล่าวที่เกิดขึ้นเองและมีอยู่ตาม
ธรรมชาติ หรือ

ข. คำขอรับสิทธิบัตรที่ได้ขอรับความคุ้มครองในโปรตีน, ยีน, ดีเอ็นเอ (DNA), อาร์เอ็นเอ(RNA), พลาสมิด
(plasmid), เวคเตอร์(vector) หรือส่วนประกอบส่วนใดส่วนหนึ่งที่มีอยู่แล้วในสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวหรือหลาย
เซลล์ที่ไม่เป็นพืชชั้นสูงหรือสัตว์ชั้นสูงในอาณาจักรพืชและสัตว์ (Plant and Animal Kingdom) และ
รวมถึงแบคทีเรีย, รา (fungi),เห็ด, ราที่รวมถึงยีสต์ สาหร่ายและโปรโตซัว (protozoa), เซลล์ยูแคริโอต
(eukaryoticcell), เซลล์โปรคาริโอต (prokaryotic cell), สายพันธุ์เซลล์ (cell line), ไวรัส (virus),ไวรอยด์
(viroid), ไมโครพลาสมา (mycoplasma), เซลล์สัตว์ (animal tissue culture),ไลเคน (lichen), ฝาจ
(phage), ซิมไบออน (symbiont), แอ็คติโนมัยซีต (actinomycete) ทั้งที่เกิดขึ้นเองและมีอยู่ตามธรรมชาติ
หรือที่มนุษย์สร้างขึ้นให้มีคุณลักษณะและ/หรือคุณสมบัติเหมือนหรือเหมือนในนัยสำคัญกับสิ่งดังกล่าวที่
เกิดขึ้นเอง และมีอยู่ตามธรรมชาติ


ดังนั้น ทั้งสองกรณีข้อ ก และข้อ ข ไม่สามารถขอรับความคุ้มครองได้ตามมาตรา 9 (1) ยกเว้น จุลชีพสาย
พันธุ์ใหม่หรือจุลชีพกลายพันธุ์ซึ่งถูกเตรียมขึ้น ถูกสร้างขึ้น หรือถูกคิดค้นโดยมนุษย์จนมีลักษณะหรือ
คุณสมบัติแตกต่างจากจุลชีพที่พบตามธรรมชาติหรือจุลชีพสายพันธุ์ที่มีอยู่ก่อนแล้ว สามารถขอรับความ
คุ้มครองได้ถือว่าไม่ขัดต่อมาตรา 9 (1)

กรณีสัตว์หรือพืชที่มีอยู่ตามธรรมชาติสัตว์ใหม่หรือพืชใหม่ที่ถูกเตรียม หรือถูกสร้างขึ้น รวมถึงส่วน
ขยายพันธุ์ของสัตว์หรือพืชดังกล่าว ไม่สามารถขอรับความคุ้มครองได้ตามมาตรา 9(1) ยกเว้น กรณีนำไปใช้
เป็นอาหารหรือไปใช้ประโยชน์อย่างอื่น (กรณีพันธุ์พืชใหม่สามารถขอรับความคุ้มครองได้ภายใต้
พระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืชของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์)

กรณีสารสกัดจากสัตว์หรือพืชที่มิได้ผ่านกระบวนการปรับแปรในสาระสำคัญใดโดยมนุษย์ ตัวอย่างเช่น
ผลิตภัณฑ์ตามธรรมชาติ หรือสารที่มีอยู่ในธรรมชาติที่ถูกทำให้บริสุทธิ์หรือถูกแยกออกมา ซึ่งยังคงมี
คุณลักษณะเหมือนกับสารที่มีอยู่ในธรรมชาติไม่สามารถขอรับความคุ้มครองได้ตามมาตรา 9 (1) เนื่องจาก
ผลิตภัณฑ์หรือสารดังกล่าวถือได้ว่าเป็นผลิตภัณฑ์หรือสารที่มีอยู่ในธรรมชาติ จึงเป็นเพียงแค่การค้นพบ
เท่านั้น

อย่างไรก็ตาม สำหรับแนวทางการพิจารณาของสำนักงานสิทธิบัตรต่างประเทศ อาทิสำนักงาน United
States Patent and Trademark Office (USPTO),European Patent Office (EPO), Japan Patent
Office (JPO) ที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ตามธรรมชาติหรือสารที่มีอยู่ในธรรมชาติที่ถูกทำให้บริสุทธิ์นั้น มิได้
ถือว่าเป็นผลิตภัณฑ์ตามธรรมชาติหรือการค้นพบ เนื่องจากว่าผลิตภัณฑ์หรือสารเหล่านั้น มิได้มีอยู่ใน
ธรรมชาติในรูปลักษณะที่บริสุทธิ์ ซึ่งอาจสามารถขอรับสิทธิบัตรภายใต้การพิจารณาของสานักงานสิทธิบัตร
ต่างประเทศถึงแม้ว่าผลิตภัณฑ์ตามธรรมชาติหรือสารที่มีอยู่ในธรรมชาติที่ถูกทำให้บริสุทธิ์นั้น อาจขอรับ
สิทธิบัตรจากสำนักงานสิทธิบัตรต่างประเทศได้ก็ตามแต่ไม่อาจขอรับความคุ้มครองภายในประเทศได้ ซึ่ง
การพิจารณาเป็นไปตามมาตรา 9 (1) แห่ง พ.ร.บ. สิทธิบัตร พ.ศ. 2522 หากการประดิษฐ์มีความเกี่ยวข้อง
กับวิธีการหรือกระบวนการหรือกรรมวิธีในการทำให้ได้ผลิตภัณฑ์ตามธรรมชาติหรือสารที่มีอยู่ในธรรมชาติ
บริสุทธิ์ สามารถขอรับความคุ้มครองได้ ถือว่าไม่ขัดต่อมาตรา 9

มาตรา 9 (2) กฎเกณฑ์และทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์สิ่งเหล่านี้เป็นลักษณะพิเศษอย่างหนึ่ง
ของการค้นพบ เป็นขบวนการและสภาวะที่เกิดขึ้นอยู่แล้วในธรรมชาติ การนำเอาสิ่งเหล่านี้มาใช้เชิงเทคนิค
อาจขอรับสิทธิบัตรได้ ทฤษฎีตามธรรมชาติของความเป็นตัวนำที่ดีไม่อาจขอรับสิทธิบัตรได้ แต่วัตถุตัวนำ ที่
ดีตัวหนึ่งซึ่งถูกผลิตขึ้นมา โดยการนำเอาทฤษฎีตามธรรมชาตินี้มาใช้ หรือขบวนการในการเตรียมวัตถุตัวนำ
โดยการนำเอาทฤษฎีตามธรรมชาติมาใช้อาจขอรับสิทธิบัตรได้ หรือวิธีการเฉพาะสำหรับการคิดเลขโดยวิธี
ลัด ไม่อาจขอรับสิทธิบัตรได้ แต่ถ้าเป็นเครื่องคำนวณที่คิดค้นขึ้นเพื่อให้สามารถคำนวณเลขโดยวิธีลัด อาจ
ขอรับสิทธิบัตรได้ เป็นต้น

มาตรา 9 (3) ระบบข้อมูลสำหรับการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์ในส่วนของเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ไม่อาจ
ขอรับสิทธิบัตรได้ได้แก่ โปรแกรมคอมพิวเตอร์โดยตัวของมันเอง (Computer per se) หรือในลักษณะที่
เป็นการบันทึกลงบนตัวกลาง การเอาโปรแกรมคอมพิวเตอร์มาใช้ในด้านเทคนิคอาจจะขอรับสิทธิบัตรได้
เช่น การนำไปรวมกับเครื่องมือและวิธีการเชิงเทคนิคบางอย่างเครื่องหรือกระบวนการสำหรับผลิตภัณฑ์ที่
ควบคุมการทำงานด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ เป็นต้น นอกจากนี้ศาลฎีกาของสหรัฐอเมริกาได้พิพากษาไว้
ว่าไม่สามารถขอรับสิทธิบัตรโปรแกรมคอมพิวเตอร์ได้เนื่องจากโปรแกรมคอมพิวเตอร์เป็นสิ่งที่ประกอบด้วย
สูตรและขั้นตอนการเรียงลำดับทางคณิตศาสตร์ ปัจจุบันประเทศไทยได้กำหนดให้ความคุ้มครองโปรแกรม
คอมพิวเตอร์อยู่ภายใต้งานสร้างสรรค์ประเภทงานวรรณกรรม ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 4 (1)
มาตรา 9 (4) วิธีการวินิจฉัย บำบัด หรือรักษาโรคมนุษย์ หรือสัตว์มีเจตนารมณ์ในการคุ้มครองชีวิตและ
อนามัยอันเป็นวัตถุประสงค์สากลของแต่ละสังคม การมอบอำนาจผูกขาดในการหาประโยชน์แก่บุคคลใด
จากการที่บุคคลนั้นค้นคิดวิธีการวินิจฉัย บำบัดหรือรักษาโรคของมนุษย์หรือสัตว์ เพื่อบรรเทาความทุกข์จาก
ความเจ็บป่วย จึงเป็นการไม่เหมาะสมด้านศีลธรรม ข้อกำหนดดังกล่าวมีขึ้นในพะราชบัญญัติสิทธิบัตร
(ฉบับที่ 2 ) พ.ศ. 2535 ซึ่งสอดคล้องกับบทบัญญัติความตกลงทางการค้าด้านทรัพย์สินทางปัญญา (TRIPS)
ภายใต้องค์การการค้าโลก (WTO) ซึ่งกำหนดให้ประเทศสมาชิกอาจไม่ให้มีสิทธิบัตร ในการวินิจฉัย อายุรก
รรม และศัลยกรรมสำหรับมนุษย์หรือสัตว์ อย่างไรก็ตาม ข้อยกเว้นดังกล่าวไม่รวมถึงผลิตภัณฑ์หรือ
เครื่องมือที่ใช้ในวิธีดังกล่าว เช่น น้ำยาตรวจเชื้อ เครื่อง X-ray หรือ วิธีการป้องกันโรคด้วยสารเคมีหรือ
อุปกรณ์ใดๆ รวมถึงการใช้สารเพื่อความงามหรือเป็นเครื่องสำอางกรณีที่เป็นการใช้ของสารชนิดใหม่ ซึ่งอาจ
ขอรับสิทธิบัตรได้

มาตรา 9 (5) การประดิษฐ์ที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีอนามัย หรือสวัสดิภาพของ
ประชาชน

จุดมุ่งหมายของการยกเว้นการประดิษฐ์ที่เข้าข่ายตามมาตรา 9(5) มิให้ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย
สิทธิบัตร เนื่องจากป้องกันมิให้เกิดความวุ่นวาย ขัดต่อความสงบของสาธารณชน หรือป้องกันมิให้การ
ประดิษฐ์ดังกล่าวอาจชักนำไปสู่การก่ออาชญากรรม ตัวอย่างเช่น ซองจดหมายที่มีระเบิดขนาดเล็กอยู่
ภายใน ซึ่งจะระเบิดออกเมื่อเปิดซองจดหมายในกรณีที่การประดิษฐ์นั้นอาจนำไปสู่การใช้ทั้งในด้านดี และ
ด้านไม่ดี ตัวอย่างเช่น วิธีการทำให้กุญแจนิรภัยหลุดออก การประดิษฐ์นี้หากผู้ร้าย หรือขโมยนำไปใช้ย่อม
เป็นการใช้ในด้านไม่ดี หากใช้โดยช่างซ่อมกุญแจในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินย่อมเป็นการใช้ในทางที่ดี
…………………………………………………….
อ้างอิง : 1. คู่มือการตรวจสอบคำขอรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์และอนุสิทธิบัตร พ.ศ. 2562 กองสิทธิบัตร
กรมทรัพย์สินทางปัญญา 2. ลักษณะของกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา ศาสตราจารย์ไชยยศ เหมะรัชตะ

PCT คืออะไร ? เกี่ยวข้องอย่างไรกับสิทธิบัตร ?

ระบบ PCT ย่อมาจาก Patent Cooperation Treaty สนธิสัญญาความร่วมมือด้านสิทธิบัตร เป็นความ
ตกลงระหว่างประเทศสำหรับการขอรับความคุ้มครองการประดิษฐ์ในประเทศที่เป็นสมาชิก ปัจจุบันมี
สมาชิก 153 ประเทศ ประเทศไทยเข้าเป็นภาคีสนธิสัญญาความร่วมมือด้านสิทธิบัตร PCT นี้ เมื่อวันที่ 24
กันยายน 2552 ถือเป็นสมาชิกลำดับที่ 142

การยื่นคำขอจดทะเบียนสิทธิบัตรระหว่างประเทศผ่านระบบ PCT เป็นไปตามสนธิสัญญาความร่วมมือ
ด้านสิทธิบัตร ภายใต้การกำกับดูแลของ WIPO ซึ่งผู้ยื่นคำขอจดจะได้รับประโยชน์มากที่สุด เพราะสามารถ
ยื่นจดในประเทศเดียว แต่สามารถขอรับความคุ้มครองได้ในกว่า 100 ประเทศทั่วโลกที่เป็นสมาชิก PCT ทำ
ให้ประหยัดเวลา และค่าใช้จ่ายในการยื่นขอจด จากเดิมที่หากจะขอรับความคุ้มครองประเทศใดก็ต้องยื่น
ตรงต่อประเทศนั้น ๆ

ระบบ PCT ไม่ใช่ระบบการจดทะเบียน กล่าวคือ การที่คำขอระหว่างประเทศได้รับอนุมัติการจด
ทะเบียนในประเทศหนึ่งแล้ว ก็ไม่ได้หมายความว่าจะได้รับการจดทะเบียนในประเทศอื่น ๆ หรือส่งผลให้
ประเทศที่เป็นสมาชิกต้องรับจดทะเบียนตามไปด้วย เนื่องจากการอนุมัติการจดทะเบียนของแต่ละประเทศ
ย่อมขึ้นอยู่กับกฎหมายของประเทศนั้น ๆ

ผู้ที่ต้องการยื่นขอรับความคุ้มครองสิทธิบัตรการประดิษฐ์ในต่างประเทศ สามารถยื่นคำขอผ่านระบบนี้
ได้ที่กรมทรัพย์สินทางปัญญา