[Tutorial] การใช้ฐานข้อมูลกรมทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อสืบค้นเครื่องหมายการค้าที่มีการยื่นจดทะเบียนในประเทศไทย

Share on facebook
Facebook
Share on twitter
Twitter
Share on linkedin
LinkedIn
Share on email
Email

การสืบค้นแบบ simple search

การตรวจสอบสถานะและข้อมูลเครื่องหมายการค้า

ข้อถือสิทธิ คืออะไร ?

ข้อถือสิทธิเป็นส่วนสำคัญของคำขอรับสิทธิบัตรที่ผู้ขอมีความจำเป็นจะต้องระบุถึงขอบเขตของสิทธิที่
ประสงค์ที่จะขอรับความคุ้มครอง ซึ่งแสดงสาระสำคัญของการประดิษฐ์และขอบเขตการสงวนสิทธิห้ามมิให้
บุคคลอื่นแสวงหาประโยชน์จากการประดิษฐ์หรือการละเมิดสิทธิบัตรของผู้ทรงสิทธิบัตร/อนุสิทธิบัตร
.ในการระบุข้อถือสิทธิโดยทั่วไป ผู้ขอรับสิทธิบัตร/อนุสิทธิบัตร ไม่ควรจะระบุขอบเขตสาระสำคัญการ
ประดิษฐ์กว้างจนเกินกว่าที่เปิดเผยไว้ในรายละเอียดการประดิษฐ์หรือสิ่งที่ทำการประดิษฐ์ขึ้น ดังนั้น หากผู้
ขอรับสิทธิบัตร/อนุสิทธิบัตรต้องการขอถือสิทธิในสาระสำคัญการประดิษฐ์ดังกล่าว จะต้องได้รับการเปิดเผย
ไว้ในรายละเอียดการประดิษฐ์ที่มีข้อความสมบูรณ์ รัดกุม และชัดแจ้ง ข้อถือสิทธิจะต้องมีการระบุข้อความ
ไว้อย่าง “ชัดแจ้งและรัดกุม ” สามารถสรุปได้ว่า

1. ลักษณะของถ้อยคำที่ใช้
ห้ามใช้ถ้อยคำที่มีความหมาย คลุมเครือ หรือถ้อยคำที่เป็นทางเลือกแบบกว้าง เช่น ระบุว่าส่วนประกอบ
ส่วนหนึ่งของการประดิษฐ์ นั้น “ ทำมาจากโลหะ หรือสิ่งที่คล้ายคลึงกัน ย่อมแสดงความไม่ชัดเจน เพราะสิ่ง
ที่มีคุณสมบัติคล้ายคลึงกับโลหะมีมากมาย ซึ่งก็อาจเป็นปัญหาในตีความถึงสิทธิที่จะเกิดขึ้นได้

2. ลักษณะการบรรยายหรืออธิบายสาระสำคัญการประดิษฐ์ลงในข้อถือสิทธิ
จะต้องระบุสาระสำคัญที่ผู้ขอมีความประสงค์ที่จะขอรับความคุ้มครองโดยชัดแจ้ง รัดกุม และสอดคลองกับ
รายละเอียดการประดิษฐ์ หากสาระสำคัญการประดิษฐ์ในข้อถือสิทธิไม่สอดคล้องกันกับการเปิดเผยไว้ใน
รายละเอียดการประดิษฐ์ อาจเป็นเหตุทำให้ถูกปฏิเสธการขอรับสิทธิบัตร/อนุสิทธิบัตรได้


3. วิธีการของการแยกและจัดลำดับของข้อถือสิทธิ
ความชัดเจน และรัดกุมของข้อถือสิทธิ อาจจะเกิดได้จากวิธีการแยกและการจัดลำดับข้อถือสิทธิ รวมทั้ง
การอ้างอิงข้อถือสิทธิอื่น ๆ สำหรับการพิจารณาแยกข้อถือสิทธิออกเป็นเป็นหลายข้อนั้น ขึ้นอยู่กับ
ลักษณะของการประดิษฐ์ว่ามีการประดิษฐ์นั้นมีลักษณะองค์ประกอบหรือโครงสร้างซับซ้อนหรือไม่เพียงใด
ถ้าเป็นการประดิษฐ์ที่ไม่ซับซ้อนก็ไม่ควรแยกข้อถือสิทธิเป็นหลายข้อ เพราะจะทำให้ขาดความชัดแจ้งและ
รัดกุม ในทางกลับกันถ้าเป็นการประดิษฐ์ที่ซับซ้อนมากหากไม่แยกข้อถือสิทธิออกเป็นหลายข้อ ก็จะทำให้
ขาดความชัดแจ้งและรัดกุมเช่นเดียวกัน

ข้อถือสิทธิที่ระบุถึงลักษณะทางเทคนิคอันเป็นสาระสำคัญของการประดิษฐ์ เรียกว่า “ข้อถือสิทธิหลัก” ส่วน
ข้อถือสิทธิที่อ้างถึงลักษณะทางเทคนิคอันเป็นลักษณะพิเศษหรือรายละเอียดปลีกย่อยอื่น เรียกว่า “ข้อถือ
สิทธิรอง” โดยทั่วไปการประดิษฐ์ที่มีลักษณะไม่ซับซ้อนจนเกินไป มักจะมีข้อถือสิทธิหลักเพียงข้อเดียวและ
อาจมีข้อถือสิทธิรองได้มากกว่าหนึ่งข้อ หากเป็นกรณีของคำขอรับอนุสิทธิบัตรจะต้องระบุข้อถือสิทธิรวมกัน
ได้ไม่เกิน 10 ข้อ

กรณีที่ระบุข้อถือสิทธิหลักเพียงข้อเดียวแล้วยังไม่ครอบคลุมถึงลักษณะทางเทคเนิคของการประดิษฐ์นั้นได้
ทั้งหมด ผู้ขอสามารถระบุข้อถือสิทธิหลักไว้ได้หลายข้อ หากแต่การระบุข้อถือสิทธิหลักดังกล่าวจะต้องระบุ
อยู่ภายความคิดรวบยอดการประดิษฐ์เดียวกันที่ถูกเปิดเผยไว้ในรายละเอียดการประดิษฐ์ของคำขอรับ
สิทธิบัตร/อนุสิทธิบัตรหนึ่งฉบับ สำหรับการอ้างข้อถือสิทธิอาจระบุเป็นกลุ่มชุดข้อถือสิทธิ (Set Claims)ได้
ในการอ้างอิงข้อถือสิทธิรองจะต้องระบุอ้างอิงในลักษณะที่ความหมายเป็นทางเลือกเท่านั้น เช่น
1.กระถางต้นไม้ ที่ซึ่งประกอบด้วย ตัวกระถาง (1) ถูกติดตั้งอยู่บนฐานรอง (2)……..ที่ซึ่งมีลักษณะเฉพาะคือ
เครื่องเขย่า (3)……และท่อระบายน้ำออก(4) …….และส่วนเก็บน้ำ(5)……(บรรยายส่วนคิดค้นพัฒนา
ปรับปรุง/ที่ต้องการขอรับความคุ้มครอง)…………(เป็นข้อถือสิทธิหลัก) และมีข้อถือสิทธิรองคือ
2.กระถางต้นไม้ ตามข้อถือสิทธิข้อที่ 1 ที่ซึ่งประกอบด้วยท่อระบายน้ำออก(4) ที่มีลักษณะพิเศษ…………..
3.กระถางต้นไม้ ตามข้อถือสิทธิข้อที่ 1 และ 2 ข้อใดข้อหนึ่ง ที่ซึ่งประกอบด้วย ส่วนเก็บน้ำ(4) ที่มีลักษณะ
พิเศษ …. การอ้างถึงข้อถือสิทธิรองในข้อถือสิทธิข้อที่ 3 ดังกล่าวข้างต้นถือว่ามีลักษณะเป็นทางเลือก แต่ถ้า
ระบุว่า “3. กระถางต้นไม้ตามข้อถือสิทธิที่ 1 และ 2 ที่ซึ่งประกอบด้วยส่วนเก็บน้ำ (4) ที่มีลักษณะพิเศษ
………………”การอ้างถึงข้อถือสิทธิรองในข้อถือสิทธิข้อที่ 3 ดังกล่าวข้างต้นถือว่ามีลักษณะไม่เป็นทางเลือก