สิทธิบัตร หรือความลับทางการค้า แบบไหนเหมาะสมกับเรามากกว่ากัน

Share on facebook
Facebook
Share on twitter
Twitter
Share on linkedin
LinkedIn
Share on email
Email

หลาย ๆ ท่านอาจเคยได้ยินข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับความคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาในรูปแบบต่าง ๆ กันไป ทั้งในรูปแบบของลิขสิทธิ์, เครื่องหมายการค้า หรือสิทธิบัตร ซึ่งหนึ่งในทรัพย์สินทางปัญญาที่มักถูกนำมาเปรียบเทียบ เพื่อหาว่าการคุ้มครองแบบใดเหมาะสมกับสินค้า หรือสิ่งประดิษฐ์ของเรามากที่สุด คือการเปรียบเทียบระหว่าง “ความลับทางการค้า” และ “สิทธิบัตร” โดยในบทความนี้จะเป็นข้อมูลเพื่อใช้ในการจำแนกเบื้องต้นว่าสิ่งประดิษฐ์ และความต้องการของผู้ใช้ในรูปแบบใดที่เหมาะสมกับการขอรับความคุ้มครองในรูปแบบ “สิทธิบัตร” และแบบใดที่ควรขอรับความคุ้มครองในรูปแบบ “ความลับทางการค้า”

โดยสำหรับความคุ้มครองในรูปแบบสิทธิบัตรนั้น โดยทั่วไปจะเป็นการขอรับความคุ้มครอง “สิ่งประดิษฐ์” ที่มีความใหม่ กล่าวคือ ไม่เคยมีการใช้, เผยแพร่ หรือจดสิทธิบัตรทั้งในประเทศไทย หรือต่างประเทศมาก่อน, สามารถประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมได้ และมีขั้นการประดิษฐ์ที่สูงขึ้นสำหรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์ โดยจะมีความคุ้มครองอยู่ที่ 6 – 20 ปีขึ้นอยู่กับประเภทของสิทธิบัตร โดยภายในระยะเวลาคุ้มครองดั่งกล่าว สิทธิบัตรจะสามารถป้องกันไม่ให้ผู้อื่นสามารถหาประโยชน์จากสิ่งประดิษฐ์ที่เหมือนกันกับสิ่งประดิษฐ์ที่ขอรับความคุ้มครองได้ ซึ่งในขั้นตอนการขอรับความคุ้มครองนั้น จำเป็นต้องมีการยื่นร่างคำขอ ซึ่งเป็นการบรรยายถึงสิ่งประดิษฐ์ที่ต้องการขอรับความคุ้มครองอย่างละเอียดในระดับที่ผู้ที่อยู่ภายในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง สามารถอ่าน และปฏิบัติตามร่างคำขอเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่เหมือนกันได้ โดยเมื่ออายุความคุ้มครองหมดลง สิทธิบัตรนั้นจะตกเป็นของสาธารณะที่ทุกคนสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้

ในขณะที่ความลับทางการค้านั้น จะเป็นความคุ้มครองในข้อมูลใด ๆ ก็ตามแต่ที่สามารถก่อให้เกิดข้อได้เปรียบเชิงพาณิชย์ โดยข้อมูลดังกล่าวจำเป็นต้องมีการใช้มาตรการที่เหมาะสมในการเก็บรักษาข้อมูลดังกล่าว ซึ่งจะมีการคุ้มครองข้อมูลดังกล่าวตามกฎหมายตลอดระยะเวลาที่เป็นความลับอยู่ ทั้งนี้ หากผู้อื่นได้กระทำวิศวกรรมย้อนกลับ หรือมีการค้นพบวิจัยโดยอิสระอันทำให้เกิดผลลัพธ์ในลักษณะเดียวกันกับข้อมูลนั้น ๆ จะถือว่าผู้กระทำการดังกล่าวไม่ได้ละเมิดความลับทางการค้า

ดังนั้นจึงสามารถเปรียบเทียบในเบื้องต้นได้ตามตารางนี้

สิทธิบัตร ความลับทางการค้า
ข้อกำหนด – เป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่

-สามารถประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรม

-มีขั้นการประดิษฐ์ (เฉพาะสิทธิบัตรการประดิษฐ์)

– ก่อให้เกิดประโยชน์ / ข้อได้เปรียบเชิงพาณิชย์

– มีการใช้มาตรการที่เหมาะสมในการรักษาความลับ

ระยะเวลาคุ้มครอง 6 ถึง 20 ปี (ขึ้นอยู่กับประเภท) ตลอดตราบเท่าที่เป็นความลับ
การตกสู่สาธารณะ เมื่อหมดอายุความคุ้มครอง ไม่ตกเป็นของสาธารณะ
การทำวิศวกรรมย้อนกลับ ถือว่าเป็นการละเมิด ไม่ถือว่าเป็นการละเมิด
การค้นพบโดยอิสระ ถือว่าเป็นการละเมิด ไม่ถือว่าเป็นการละเมิด

 

โดยจะเห็นได้ว่าความคุ้มครองของสิทธิบัตรนั้น จะเป็นความคุ้มครองที่มั่นคงกว่าความลับทางการค้าภายในระยะเวลาที่กำหนด แต่ต้องแลกมากับการเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวทั้งหมดสู่สาธารณะ ดังนั้น หากสิ่งประดิษฐ์ของท่านนั้นง่ายต่อการทำวิศวกรรมย้อนกลับ หรือเป็นการพัฒนาต่อยอดเล็กน้อยที่ง่ายต่อการลอกเลียน สิ่งประดิษฐ์ดังกล่าวก็มีแนวโน้มที่ควรจะขอรับความคุ้มครองในรูปแบบสิทธิบัตร

แต่หากสิ่งประดิษฐ์นั้นเป็นสิ่งที่ค้นพบ หรือวิศวกรรมย้อนกลับได้ยาก หรือไม่ต้องการถ่ายทอด, ซื้อขายสิทธิในสิ่งประดิษฐ์นั้น ๆ ให้แก่ผู้อื่น พร้อมทั้งตัวผู้ประดิษฐ์เองไม่ได้ต้องการชื่อเสียงจากการประดิษฐ์ดังกล่าว หรืออาจอยู่ในรูปแบบของข้อมูลต่าง ๆ ที่ก่อให้เกิดข้อได้เปรียบเชิงพาณิชย์ไม่ใช่ในรูปแบบของ สิ่งประดิษฐ์  สิ่งประดิษฐ์หรือข้อมูลดังกล่าวก็มีแนวโน้มที่ควรจะขอรับความคุ้มครองในรูปแบบความลับทางการค้า

ทั้งนี้ ยังมีข้อควรระวัง และข้อกำหนดอื่น ๆ อีกมากมายที่ควรใช้ในการพิจารณาถึงความเหมาะสมของการขอรับความคุ้มครอง รวมทั้งยังอาจสามารถแบ่งส่วนการขอรับความคุ้มครองสิ่งประดิษฐ์ชิ้นเดียวออกเป็นหลากหลายความคุ้มครองได้ ดังนั้นก่อนการขอรับความคุ้มครองในรูปแบบใด ๆ ก็ควรที่จะปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญด้านทรัพย์สินทางปัญญา โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญาได้จัดตั้งศูนย์ให้คำปรึกษาด้านทรัพย์สินทางปัญญาและนวัตกรรม (IP IDE Center) ขึ้นเพื่อส่งเสริมความตระหนักรู้ และให้คำแนะนำในด้านทรัพย์สินทางปัญญาให้แก่ผู้ประกอบการไทย โดยที่สามารถเข้ารับคำปรึกษาได้ด้วยตนเอง หรือสามารถโทรศัพท์เพื่อขอรับข้อมูลได้

ดังนั้น หากท่านมีข้อสงสัย หรือกำลังมองหาผู้ให้คำปรึกษาที่สามารถให้ความช่วยเหลือด้านทรัพย์สินทางปัญญา เรามีผู้เชี่ยวชาญพร้อมให้คำปรึกษาแบบครบวงจรและ “ไม่มีค่าใช้จ่าย”

ติดต่อเรา
ศูนย์ IP IDE Center (ชั้น 4 กรมทรัพย์สินทางปัญญา)
โทร: 02-547-5026
อีเมล: ipidethailand@gmail.com

ข้อถือสิทธิ คืออะไร ?

ข้อถือสิทธิเป็นส่วนสำคัญของคำขอรับสิทธิบัตรที่ผู้ขอมีความจำเป็นจะต้องระบุถึงขอบเขตของสิทธิที่
ประสงค์ที่จะขอรับความคุ้มครอง ซึ่งแสดงสาระสำคัญของการประดิษฐ์และขอบเขตการสงวนสิทธิห้ามมิให้
บุคคลอื่นแสวงหาประโยชน์จากการประดิษฐ์หรือการละเมิดสิทธิบัตรของผู้ทรงสิทธิบัตร/อนุสิทธิบัตร
.ในการระบุข้อถือสิทธิโดยทั่วไป ผู้ขอรับสิทธิบัตร/อนุสิทธิบัตร ไม่ควรจะระบุขอบเขตสาระสำคัญการ
ประดิษฐ์กว้างจนเกินกว่าที่เปิดเผยไว้ในรายละเอียดการประดิษฐ์หรือสิ่งที่ทำการประดิษฐ์ขึ้น ดังนั้น หากผู้
ขอรับสิทธิบัตร/อนุสิทธิบัตรต้องการขอถือสิทธิในสาระสำคัญการประดิษฐ์ดังกล่าว จะต้องได้รับการเปิดเผย
ไว้ในรายละเอียดการประดิษฐ์ที่มีข้อความสมบูรณ์ รัดกุม และชัดแจ้ง ข้อถือสิทธิจะต้องมีการระบุข้อความ
ไว้อย่าง “ชัดแจ้งและรัดกุม ” สามารถสรุปได้ว่า

1. ลักษณะของถ้อยคำที่ใช้
ห้ามใช้ถ้อยคำที่มีความหมาย คลุมเครือ หรือถ้อยคำที่เป็นทางเลือกแบบกว้าง เช่น ระบุว่าส่วนประกอบ
ส่วนหนึ่งของการประดิษฐ์ นั้น “ ทำมาจากโลหะ หรือสิ่งที่คล้ายคลึงกัน ย่อมแสดงความไม่ชัดเจน เพราะสิ่ง
ที่มีคุณสมบัติคล้ายคลึงกับโลหะมีมากมาย ซึ่งก็อาจเป็นปัญหาในตีความถึงสิทธิที่จะเกิดขึ้นได้

2. ลักษณะการบรรยายหรืออธิบายสาระสำคัญการประดิษฐ์ลงในข้อถือสิทธิ
จะต้องระบุสาระสำคัญที่ผู้ขอมีความประสงค์ที่จะขอรับความคุ้มครองโดยชัดแจ้ง รัดกุม และสอดคลองกับ
รายละเอียดการประดิษฐ์ หากสาระสำคัญการประดิษฐ์ในข้อถือสิทธิไม่สอดคล้องกันกับการเปิดเผยไว้ใน
รายละเอียดการประดิษฐ์ อาจเป็นเหตุทำให้ถูกปฏิเสธการขอรับสิทธิบัตร/อนุสิทธิบัตรได้


3. วิธีการของการแยกและจัดลำดับของข้อถือสิทธิ
ความชัดเจน และรัดกุมของข้อถือสิทธิ อาจจะเกิดได้จากวิธีการแยกและการจัดลำดับข้อถือสิทธิ รวมทั้ง
การอ้างอิงข้อถือสิทธิอื่น ๆ สำหรับการพิจารณาแยกข้อถือสิทธิออกเป็นเป็นหลายข้อนั้น ขึ้นอยู่กับ
ลักษณะของการประดิษฐ์ว่ามีการประดิษฐ์นั้นมีลักษณะองค์ประกอบหรือโครงสร้างซับซ้อนหรือไม่เพียงใด
ถ้าเป็นการประดิษฐ์ที่ไม่ซับซ้อนก็ไม่ควรแยกข้อถือสิทธิเป็นหลายข้อ เพราะจะทำให้ขาดความชัดแจ้งและ
รัดกุม ในทางกลับกันถ้าเป็นการประดิษฐ์ที่ซับซ้อนมากหากไม่แยกข้อถือสิทธิออกเป็นหลายข้อ ก็จะทำให้
ขาดความชัดแจ้งและรัดกุมเช่นเดียวกัน

ข้อถือสิทธิที่ระบุถึงลักษณะทางเทคนิคอันเป็นสาระสำคัญของการประดิษฐ์ เรียกว่า “ข้อถือสิทธิหลัก” ส่วน
ข้อถือสิทธิที่อ้างถึงลักษณะทางเทคนิคอันเป็นลักษณะพิเศษหรือรายละเอียดปลีกย่อยอื่น เรียกว่า “ข้อถือ
สิทธิรอง” โดยทั่วไปการประดิษฐ์ที่มีลักษณะไม่ซับซ้อนจนเกินไป มักจะมีข้อถือสิทธิหลักเพียงข้อเดียวและ
อาจมีข้อถือสิทธิรองได้มากกว่าหนึ่งข้อ หากเป็นกรณีของคำขอรับอนุสิทธิบัตรจะต้องระบุข้อถือสิทธิรวมกัน
ได้ไม่เกิน 10 ข้อ

กรณีที่ระบุข้อถือสิทธิหลักเพียงข้อเดียวแล้วยังไม่ครอบคลุมถึงลักษณะทางเทคเนิคของการประดิษฐ์นั้นได้
ทั้งหมด ผู้ขอสามารถระบุข้อถือสิทธิหลักไว้ได้หลายข้อ หากแต่การระบุข้อถือสิทธิหลักดังกล่าวจะต้องระบุ
อยู่ภายความคิดรวบยอดการประดิษฐ์เดียวกันที่ถูกเปิดเผยไว้ในรายละเอียดการประดิษฐ์ของคำขอรับ
สิทธิบัตร/อนุสิทธิบัตรหนึ่งฉบับ สำหรับการอ้างข้อถือสิทธิอาจระบุเป็นกลุ่มชุดข้อถือสิทธิ (Set Claims)ได้
ในการอ้างอิงข้อถือสิทธิรองจะต้องระบุอ้างอิงในลักษณะที่ความหมายเป็นทางเลือกเท่านั้น เช่น
1.กระถางต้นไม้ ที่ซึ่งประกอบด้วย ตัวกระถาง (1) ถูกติดตั้งอยู่บนฐานรอง (2)……..ที่ซึ่งมีลักษณะเฉพาะคือ
เครื่องเขย่า (3)……และท่อระบายน้ำออก(4) …….และส่วนเก็บน้ำ(5)……(บรรยายส่วนคิดค้นพัฒนา
ปรับปรุง/ที่ต้องการขอรับความคุ้มครอง)…………(เป็นข้อถือสิทธิหลัก) และมีข้อถือสิทธิรองคือ
2.กระถางต้นไม้ ตามข้อถือสิทธิข้อที่ 1 ที่ซึ่งประกอบด้วยท่อระบายน้ำออก(4) ที่มีลักษณะพิเศษ…………..
3.กระถางต้นไม้ ตามข้อถือสิทธิข้อที่ 1 และ 2 ข้อใดข้อหนึ่ง ที่ซึ่งประกอบด้วย ส่วนเก็บน้ำ(4) ที่มีลักษณะ
พิเศษ …. การอ้างถึงข้อถือสิทธิรองในข้อถือสิทธิข้อที่ 3 ดังกล่าวข้างต้นถือว่ามีลักษณะเป็นทางเลือก แต่ถ้า
ระบุว่า “3. กระถางต้นไม้ตามข้อถือสิทธิที่ 1 และ 2 ที่ซึ่งประกอบด้วยส่วนเก็บน้ำ (4) ที่มีลักษณะพิเศษ
………………”การอ้างถึงข้อถือสิทธิรองในข้อถือสิทธิข้อที่ 3 ดังกล่าวข้างต้นถือว่ามีลักษณะไม่เป็นทางเลือก